สยบ..หืดหอบด้วยวิธีธรรมชาติ

 

บรรณาธิการ ดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธุ์วงศ์ เขียนและสัมภาษณ์โดย ปุญโญ มีบรรจง
แพทย์ทางเลือก ฉบับที่ 2 เล่าสู่กันฟัง พิมพ์ปี 2549

 

 

“ถ้าไม่มียาผมจะรู้สึกทนไม้ได้ อาการหอบมันจะทำให้ผมทุรนทุราย
เมื่อเป็นหนักๆ ก็จะเพลีย และก็หลับไปเลย”

            แดง พูนคล้าย เด็กหนุ่มจากเมืองพิษณุโลก เป็นโรคหืดหอบมาตั้งแต่กำเนิด และเริ่มเป็นหนักเมื่ออายุได้ 8 ปี

“แม่เล่าให้ผมฟังว่า ตอนเด็ก ๆ เมื่อผมได้รับฝุ่นละอองต่าง ๆ ผมจะเริ่มเป็นหวัด จาม และคัน ซึ่งเป็นลักษณะของอาการภูมิแพ้ ซึ่งทางแก้ทางเดียวนั่นก็คือ ต้องทานยาจึงจะหาย”

อาการดังกล่าวเริ่มมีท่าทีหนักมากขึ้นเมื่ออายุได้ 16 ปี ขณะเรียนอยู่ที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีพิจิตร ในช่วงกลางดึกขณะที่แดงกำลังนอนหลับอย่างสบายใจ

“ตอนแรก ๆ ที่มีอาการ ผมก็ไอธรรมดา และเริ่มรุนแรงมากขึ้น จนรู้สึกว่าตัวเองขาดอากาศ ความรู้สึกในช่วงเวลานั้นเหมือนกับคนที่ถูกรัดคอ และต้องดิ้นรนหาอากาศเพื่อช่วยหายใจ มันทรมานมาก”

            อาการที่เกิดขึ้นนั้นได้สร้างความตกใจให้กับเพื่อนร่วมหอพัก และจำเป็นต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน
เมื่อไปถึงโรงพยาบาล ก็แก้ไขโดยวิธีการฉีดยา และให้ออกซิเจนเพื่อช่วยหายใจ อาการหอบที่เป็นอยู่ก็เริ่มบรรเทาลง แต่ก็ไม่ใช่หายสนิท อาการดังกล่าว ยังคงค่อย ๆ เพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งทรมานและราคาญใจ การบำบัดรักษาก็เป็นเพียง ใช้ยาพ่น และยาเม็ด

            อาการหอบหืด เรียกได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของโรคระบบทางเดินหายใจบกพร่อง หอบถือเป็นระยะสุดท้ายของภูมิแพ้ เพราะเมื่อเราแพ้สารพิษต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็นควันพิษ ฝุ่นละออง ก็จะเกิดอาการหอบขึ้น
คนที่เป็นโรคหอบนั้นจะทำให้หายใจลำบาก และรู้สึกแน่นหน้าอก ไอมาก ซึ่งอาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนว่าหลอดลมกำลังหดตัว ทำให้หายใจไม่สะดวก และจะยิ่งรู้สึกไวมากยิ่งขึ้น เมื่อคุณต้องรับภาระในการหายใจเอาสารแปลกปลอมเข้าไป เช่น ควันบุหรี่ ควันไฟ ควันพิษ และละอองเกสร ก็ยิ่งทำให้เกิดอาการระคายเคือง และการอักเสบมากยิ่งขึ้น หลอดลมก็จะหายใจออก ทั้งนี้หลอดลมจะหดตัวตามธรรมชาติขณะขับอากาศออกมา

            ดังนั้นการแสดงอาการที่เกิดขึ้นจะแสดงมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์บางอย่าง เช่น อยู่ในที่ที่มีฝุ่นควัน หรือ มลพิษ ละอองเกสร ควันบุหรี่ และยาบางอย่าง โดยเฉพาะในกลุ่มแอสไพริน รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนต์ต่างๆ  ที่เกิดขึ้นในร่างกาย

แต่สำหรับแดงนั้น ต้นตอของโรคหืดหอบนั้น ล้วนเกิดจากการใช้ชีวิตที่อยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ปนเปื้อนไปด้วยสารพิษ

จังหวัดพิจิตร จะมีอากาศค่อนข้างร้อนจัด วิถีชีวิตของชาวพิจิตส่วนใหญ่ล้วนยังประกอบอาชีพเกษตรกรรม เพราะทำให้เกษตรกรต้องใช้สารเคมีในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชในปริมาณที่สูงมาก

            “แรก ๆ  ผมก็ไม่เป็นไร แต่พอตกกลางคืน ช่วงตีสองตีสาม ร่างกายผมก็บอกเลยว่าเริ่มเกิดอาการขาดออกซฺเจน ทั้งนี้ผมคิดว่ามันเอาไปใช้ในการหายใจมากเกินไป” แดงเล่าให้ฟังเช่นนั้น

            การขาดออกซิเจนในตอนกลางคืน ทำให้ร่างกายต้องรับภาระหนักในการดึงเอาสารอาหารที่มีอยู่ไปใช้ และเมื่อมีไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องดึงเอาสารอาหารที่อยู่ตามไขกระดูก ไขข้อ ไปใช้ ดังนั้นผลที่ตามมาก็คือ เกิดอาการปวดหลัง และตามข้อกระดูกต่างๆ  ทั่วร่างกายและเมื่ออาการดังกล่าวหายไป ร่างกายก็จะเกิดอาการอ่อนล้า ดังนั้นอาการที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยโรคหืดหอบส่วนใหญ่มักจะนอนไม่ค่อยหลับ เพราะจำเป็นต้องหอบอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นวิธีการที่แดงแก้ไขตนเอง จากการเรียนรู้ด้วยจิตของตนเองนั้นทำให้แดงต้องฝึกควบคุมการหายใจ และทำสมาธิให้นิ่ง

“ผมแก้ง่ายๆ ของผมก็คือ การเดินจงกลมและนั่งสมาธิ รวมไปถึงการฝึกเรื่องลมหายใจ ผมมักจะหายใจทางปากเพียงอย่างเดียว ไม่ได้หายใจทางจมูก นอกจากนั้นยังต้องฝึกหายใจออก เพราะการฝึกหายใจออก ออกซิเจนที่มีอยู่ในอากาศจะเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งตอนนั้นผมเองก็ไม่รู้หรอกว่า วิธีนี้มันจะได้ผล แต่มันก็ได้ผลเมื่อเกิดอาการหอบ”

แดงเริ่มรู้จักบ้านสุขภาพมาตั้งแต่ปี 2545 เพราะมาดูงานกับทางวิทยาลัย
“ผมมาดูงานที่ชมรมบ้านสุขภาพกับทางวิทยาลัย ซึ่งขณะที่พักอยู่นั้น ดร.บอกว่า ใครเป็นโรคอะไรบ้าง ?”
ผมก็บอกไปว่า ผมเป็น “โรคหอบ”
ดร.รสสุคนธ์ ท่านก็ให้นมธัญพืชมาทาน ผมก็รู้สึกดี แต่สิ่งที่น่าแปลกใจก็คือ ตื่นเช้าขึ้นมาเพราะเหตุใด ผมจึงไม่รู้สึกเจ็บ ไม่รู้สึกปวด ทุกอย่างล้วนเป็นปกติ

และเมื่อกลับมาถึงบ้าน แดงก็ไม่รู้สึกเพลียและเหนื่อย กลับถึงหอพักก็นอนหลับสบาย อาการหอบหืดที่เคยเป็น ก็ไม่เป็น

สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ล้วนสร้างความประหลาดใจให้กับแดงเป็นอย่างมาก และตั้งใจว่าเมื่อเรียนจบจะมาอยู่ที่บ้านสุขภาพเพื่อเข้ารับการบำบัดรักษาตนเอง

“ที่ผมคิดจะเข้ามาที่นี่นั้นเพราะรู้เลยว่าตัวเองไม่ไหวแน่แล้ว สภาพร่างกายของผมตอนนั้นดูแย่มาก และหากมีอะไรไม่ถูกใจ ก็จะเครียดง่าย”

เริ่มแรกของการบำบัดรักษา อาการดังกล่าวยังเกิดขึ้นเหมือนปกติ แต่ข้อดีคือเราไม่มีอาการปวดเมื่อย และไม่เพลียอย่างที่เคยเป็น งานที่เข้ามาช่วยส่วนใหญ่จะเป็นการทำสวน และเลี้ยงม้า และช่วยเหลือผู้ที่มาเข้ารับการบำบัด

ดังนั้นสิ่งที่แดงต้องทำ และปฏิบัติกับตนเองอย่างสม่ำเสมอ ระหว่างเข้ารับการรักษาก็คือ การทานน้ำธัญพืช น้ำเอนไซม์ และข้าวกล้อง และดื่มน้ำในปริมาณที่มาก นอกจากนั้นก็ทำงานโดยการเข้าสวน และปรับอารมณ์ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเคร่งครัดและมีระเบียบวินัยกับชีวิตของตนเอง

“ผักผลไม้และอาหารบางอย่างล้วนเป็นของต้องห้าม สำหรับผมแล้วผลไม้ที่ให้ความร้อน เช่น ทุเรียน ลำไย กาแฟ ดร.ห้ามผมทานเด็ดขาด ซึ่งท่านบอกผมว่า มันหายได้ แต่ต้องใช้เวลา และใส่ใจกับตนเองห้ามเครียด ทั้งนี้เพราะเหตุที่ผมเคยใช้ยามาเกือบหกปี ”

ปัจจุบัน อาการต่างๆ  ที่เกิดขึ้นกับแดง ได้หายไปจนหมด เหลือเพียงแต่อาการคัน และความเข้มงวดในเรื่องของอาหารที่รับประทาน

“ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมจะเหนื่อยมาก  พอเข้าไปในเมืองเจอมลพิษฝุ่นควัน ”

แดงฝากบอกกับทุกท่านที่เป็นเช่นแดงว่า

เกือบ 90 % ส่วนใหญ่คนที่เป็นโรคหอบหืดนั้น ข้อมูลระบุว่าเกิดขึ้นมาจากพันธุกรรม
แต่สำหรับแดงนั้น แดงกล่าวว่า “สำหรับผม พ่อ แม่ ปู่ย่าตายายก็ไม่เคยเป็น  ดังนั้นคำว่า พันธุกรรม น่าจะมาจากพฤติกรรมการชอบรับประทานอาหารแบบเดียวกันมากกว่า รวมไปถึงอาหารที่มีสารพิษตกค้าง และสะสมอยู่ในร่างกายในปริมาณที่มาก ทำให้ผมเป็นโรคนี้”

ดร. รสสุคนธ์  : ดังนั้นหากผู้ที่เป็นโรคหอบหืด หากคุณสนใจจะบำบัดในแนวธรรมชาติ สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องฝึกก็คือเรื่องของอารมณ์ “การควบคุมอารมณ์” รวมถึงใช้ระยะเวลาการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่างๆ  ทั้งอาหาร สภาพแวดล้อม การใช้สวนบำบัด และการใช้ชีวิตที่ปลอดภัยจากสารพิษต่าง ๆ การบำบัดตัวเองจากโรคหอบหืด ก็จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป..

  หน้าแรก > บทความ > ประสบการณ์สุขภาพ >สยบหอบหืดด้วยวิธีธรรมชาติ
 
© copyright 2003 มูลนิธิภูมิปัญญาสากล (ชมรมบ้านสุขภาพ) สอบถามปัญหา 081-4109921, สั่งซื้อผลิตภัณฑ์ 086-8460064, 086-1012473
E-mail : สอบถามปัญหา : webmaster_siamhealthy@hotmail.com, nawee1976@hotmail.com, สั่งซื้อผลิตภัณฑ์ siamhealthynews@hotmail.com